By นพ.อนันต์ จิรวิรุฬห์

วันนี้ก็ลองมารู้จักกับฝ้าอีกครั้งหนึ่ง ในแง่มุมของ “ ฝ้ากับคนตั้งครรภ์ ”

      ฝ้า ศัพท์ทางการแพทย์ คือ Melasma แต่บางครั้งถ้าเกิดในคนตั้งครรภ์จะเรียกว่า Chloasma หรือ The mask of pregnancy โดยลักษณะสำคัญที่เราพอจะมองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ ลักษณะที่เป็นแผ่นสีออกน้ำตาล ในบริเวณ สองข้างของโหนกแก้ม สันจมูก บริเวณหน้าผาก หรือบางครั้งบริเวณหนวด ซึ่ง

      จริงจริงแล้วสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้านั้นเรายังไม่ทราบแน่ชัดนัก แต่เชื่อว่าถ้ามีคนในครอบครัวเราเป็นฝ้า เราก็จะมีโอกาสเกิดฝ้าขึ้นได้เช่นกัน (ดังนั้น ลองย้อนดูประวัติคนรอบข้างสักนิดนะครับ เราจะได้ช่วยกันป้องกันได้แต่ยังไม่เกิดฝ้า) ยิ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิง ( เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ) ก็มีโอกาสเกิดฝ้าได้ ซึ่ง เราจะพบใน คนที่ตั้งครรภ์ และ คนที่รับประทานยาคุมกำเนิดนั่นเอง โดยกลไกจริงจริงนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เราพบว่าปกติ ฮอร์โมน เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน จะสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ แต่หลังจากที่คลอดบุตร หรือ หยุดรับประทานยาคุมกำเนิดแล้ว ฝ้าก็มีโอกาสจางลงได้แต่ก็อาศัยระยะเวลาเป็นเดือน แต่ถ้ามีการตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดอีกครั้งก็มีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าได้อีกเช่นกัน และอีกสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้า อย่างที่เรารู้กันก็คือ UV จากแสงแดดนั้นเอง หรือแม้แต่แสงจากหลอดไฟที่แรงมากมาก ก็มีโอกาสทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นการที่เรานั่งในรถยนต์ รวมทั้งการนั่งติดริมหน้าต่างในออฟฟิศ ก็มีโอกาสได้รับรังสี UV เช่นกัน

     อ่านดูแล้ว พอจะสรุปคร่าวๆได้แล้วว่าต้นเหตุของ ฝ้า เกิดจาก UV และ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน นั่นเอง
     
     ถึงตอนนี้ เราลองมารู้จักกันถึงเบื้องลึกของการเกิดฝ้ากันดีกว่า โดยพออธิบายง่ายง่าย ว่า ปกติแล้วการที่เราจะมีสีผิวที่แตกต่างกันนั้นก็ต้องมี ตัวที่สร้างเม็ดสี เราเรียกว่า Melanocyte โดยหน้าที่ของมันคือสร้าง เม็ดสี ( Melanin ) นั่นเอง ซึ่งปกติมันก็มีกระบวนการสร้างเม็ดสีอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเราจะนอนหลับและไม่ถูกแสงแดดก็ตาม ถ้าจะพูดลึกลงไปอีก ก็คือ ในภาวะปกตินั้น การสร้างเม็ดสีถูกกลไกของร่างกายสั่งให้มีการสร้างอยู่แล้วตลอดเวลา เราเรียกว่ามีรหัสคำสั่ง ( Coding ) มาสั่งอยู่ โดย ตัวสร้างเม็ดสีจะมีจุดรับคำสั่งอยู่รอบรอบตัวมันเอง เราเรียกว่า มี Receptor คอยรับ พอรับคำสั่งมาแล้วจึงเกิดการสร้างเม็ดสี Melanin ภายในตัวมัน และส่งออกสู่ภายนอก แต่ในบริเวณที่เป็นฝ้านั้น มีความเฉพาะที่แตกต่างจากบริเวณอื่นตรงที่ว่า พอตัวสร้างเม็ดสีบริเวณนั้นเจอกับ UV ตัวสร้างเม็ดสีจะเกิดตัวรับคำสั่งเพิ่มขึ้นมากกว่าบริเวณข้างเคียง เราเรียกว่า มี Receptor มากขึ้น นั่นเอง ดังนั้นลองคิดดู ว่า พอมีจุดรับมากขึ้น จึงสามารถรับคำสั่งได้มากขึ้น จึงสร้างเม็ดสีมากขึ้น จะเกิดเป็นปื้นสีดำมากขึ้น จึงเกิดเป็นฝ้านั้นเอง ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะรักษาฝ้า เราจึงต้องยับยั้งกระบวนการสร้างสี ซึ่ง คือ ต้องยับยั้งรหัสคำสั่ง ไม่ให้เกิดการสั่งขึ้นมา ซึ่งเราเรียกการรักษาว่า การถอดรหัสคำสั่ง( Decoding )นั่นเอง

     การรักษาฝ้า ( Decoding ) คงต้องอาศัยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ดูแล เพราะมียาทาบางตัว การรับประทานยาบางประเภท ร่วมทั้ง การใช้ AHA ความเข้มข้นสูงซึ่งอยู่ใน Beauty treatment และการใช้แสงความเข้มสูง ( IPL )เข้ามาร่วมช่วยกันในการรักษา แต่สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่นั้น เราคงเลือกการทายา และ การทำ Beauty treatment ร่วมกัน และเพื่อความปลอดภัยกับเด็กในครรภ์ เรางดการรับประทานยา และการใช้แสงความเข้มสูง สำหรับการรักษา แต่หลังจากคลอดบุตรแล้วก็ต้องกลับมาพิจารณาเป็นรายรายไป ดังนั้น ก่อนที่ปัญหาจะเกิด เราน่าจะป้องกันไว้ก่อน โดยผู้หญิงที่อยุ่ในภาวะเจริญพันธุ์ ที่เตรียมตั้งครรภ์ หรือ ต้องทานยาคุมกำเนิด ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และควรทาครีมกันแดด โดยต้องเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ครอบคลุม ทั้ง UVB และ UVA และที่สำคัญหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการระคายเคืองของผิวเช่น หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้าแรงแรง ครีมล้างหน้า ครีมทาผิว ที่ระคายเคืองต่อผิว เพราะจะทำให้ภาวะฝ้าแย่ลง และ ที่สำคัญที่สุด หลีกเลี่ยงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้การรักษาฝ้าไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นอย่าประมาทกับแสงแดดเพียงน้อยนิด